โทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิก แตกต่างจากฟรีทีวีอย่างไร
โทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก (Pay TV) มีคุณลักษณะไม่แตกต่างจากโทรทัศน์ระบบไม่บอกรับสมาชิก (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “ฟรีทีวี” (Free TV หรือ Free-To-Air TV) ในด้านของสิ่งที่ผู้ชมได้รับโดยทั่วไป คือภาพและสียง แต่ความเป็นจริงนั้นยังมีความแตกต่างด้านอื่นๆ อีก ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
1. ด้านสัญญาณ โทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกนั้น ผู้ชมที่เป็นสมาชิกสามารถรับสัญญาณได้หลายระบบ เช่น ระบบแอนะล็อก ระบบดิจิตัล การรับสัญญาณผ่านสายสัญญาณ และการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม แต่โทรทัศน์แบบฟรีทีวี เป็นการส่งสัญญาณภาคพื้นดิน (terrestrial) โดยมีเสาอากาศ (antenna) เป็นตัวรับสัญญาณคลื่นวิทยุ ซึ่งผู้ชมส่วนมากสามารถรับสัญญาณได้ในระบบแอนะล็อก เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบสัญญาณการส่งโทรทัศน์ภาคพื้นดินจากแอนะล็อกเป็นดิจิตัล (ในหลายประเทศได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบโทรทัศน์ทั้งหมดเป็นดิจิตัลแล้ว)
2. ด้านจำนวนช่องรายการผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกจะให้บริการเป็นจำนวนอย่างน้อยนับสิบช่องขึ้นไปถึงจำนวนนับร้อยช่อง ส่วนโทรทัศน์แบบฟรีทีวีนั้นผู้ประกอบกิจการส่วนใหญ่ดำเนินการเฉพาะช่องใดช่องหนึ่งเท่านั้น ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกเป็นจำนวนมาก มีทั้งผู้ให้บริการระดับชาติและระดับท้องถิ่น แต่ละรายก็มีจำนวนช่องรายการที่แตกต่างกัน และมีการบริหารจัดการรูปแบบสินค้าและการให้บริการที่แตกต่างกัน บริษัท ทรูวิชั่น (TrueVisions) ผู้ให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกระดับชาติของประเทศไทยมีชุดรายการขั้นต่ำซึ่งมีรายการทั้งหมดจำนวน 39 ช่อง เรียกว่า ทรูไลฟ์ ฟรีวิว แพ็คเก็จ (TrueLife Freeview package) ส่วนชุดรายการขั้นสูงสุด ได้แก่ ทรูวิชั่นส์ แพลตินั่ม แพ็คเก็จ (True Platinum package) มีรายการทั้งหมดจำนวน 86 ช่อง (http://www.truevisionstv.com เข้าถึงเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2552) ส่วนโทรทัศน์แบบฟรีทีวีนั้น ขณะนี้ประเทศไทยมีการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อให้บริการอยู่เป็นจำนวน 6 ช่อง ได้แก่ ระบบ VHF (Very High Frequency) จำนวน 4 ช่อง คือ ช่อง 5, 7, 9, 11 และ ระบบ UHF (Ultra High Frequency) จำนวน 2 ช่อง คือ ช่อง 3 และทีวีไทย ช่อง 6
3. ด้านรูปแบบและการจัดรายการการให้บริการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกนั้น ส่วนมากจะแบ่งช่องตามประเภทของรายการ เช่น ช่องข่าว ช่องดนตรี ช่องภาพยนตร์ เป็นต้น และมีผังการจัดรายการที่วนซ้ำไปมา ทำให้ผู้ชมสามารถเลือกช่องที่ตรงกับความต้องการได้ง่าย และสามารถติดตามรายการที่พลาดชมได้ ส่วนโทรทัศน์แบบฟรีทีวีนั้น แต่ละช่องจะมีการออกอากาศรายการทุกประเภทผสมผสานกันไป โดยพิจารณาช่วงเวลาออกอากาศให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย นอกจากนั้น โทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกยังมีรายการตามสั่งที่ผู้ชมสามารถเลือกชมเพิ่มพิเศษได้โดยต้องจ่ายเงินเพิ่ม
4. ด้านกลุ่มเป้าหมาย
ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์มักจะกำหนดกลุ่มผู้ชมรายการโดยคำนึงถึงลักษณะประชากร แต่กลุ่มผู้ชมรายการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกโดยรวมจะมีลักษณะประชากรที่แตกต่างจากกลุ่มผู้ชมฟรีทีวี เนื่องจากผู้ชมต้องจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนแลกกับช่องรายการที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าค่าสมาชิกของโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกจะมีหลายขั้นหลายอัตรา เริ่มต้นด้วยหลักร้อยไปจนถึงหลักพันบาท แต่ความเป็นสมาชิก (subscribership) ก็เป็นปัจจัยที่บอกความแตกต่างด้านสังคมและเศรษฐกิจระหว่างกลุ่มเป้าหมายของฟรีทีวีและของโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกได้
5. ด้านวัสดุอุปกรณ์ในการรับชมการรับชมรายการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกไม่สามารถรับชมผ่านเสาอากาศทั่วไปที่ใช้ในการรับชมฟรีทีวีได้ ตามปกติแล้ว ผู้รับสัญญาณรายการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกไม่ว่าจะเป็นเคเบิลทีวีหรือทีวีดาวเทียมจะต้องมีกล่องรับสัญญาณที่เรียกว่า เซ็ท ท็อป บ๊อกซ์ (set top box) ซึ่งมีอุปกรณ์แปลงสัญญาณที่เรียกว่า Integrated Receiver Decoder (IRD) เพื่อสื่อสารกับผู้ให้บริการว่าจะเลือกชมรายการใดตามสถานภาพของความเป็นสมาชิก
6. ด้านค่าสมาชิกโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกนั้น ผู้ชมต้องสมัครเป็นสมาชิกกับบริษัทหรือหน่วยงานที่ให้บริการ โดยมีการจ่ายค่าสมาชิก (subscription fee) เป็นรายเดือนหรือรายปี หรือตามข้อตกลงระหว่างสมาชิกและผู้ให้บริการ ซึ่งการคิดค่าบริการของโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกมักแตกต่างกันตามชุด (package) หรือขั้น (tier) ของจำนวนช่องรายการที่ผู้ให้บริการกำหนด เช่น ชุดที่มีช่องรายการน้อยก็จะมีราคาถูกกว่าชุดที่มีรายการมาก และยังมีบริการพิเศษเสริมนอกเหนือจากชุดรายการด้วย ในขณะที่โทรทัศน์ระบบฟรีทีวีนั้น ผู้ชมสามารถรับสัญญาณผ่านอากาศ (คลื่นวิทยุ) โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือสมัครเป็นสมาชิกแต่อย่างใด
7. ด้านการโฆษณา
แต่เดิมนั้นโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกในประเทศไทยไม่สามารถมีโฆษณาได้ เนื่องจากมีรายได้จากค่าสมาชิกอยู่แล้ว ในขณะที่โทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกในต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถมีโฆษณาได้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 28 กำหนดให้การประกอบกิจการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิก สามารถโฆษณาและการบริการธุรกิจได้ไม่เกินชั่วโมงละหกนาที โดยเมื่อรวมเวลาโฆษณาและการบริการธุรกิจ ตลอดทั้งวันเฉลี่ยแล้วต้องไม่เกินชั่วโมงละห้านาที ดังนั้น ในอนาคตอันใกล้ ผู้ชมรายการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกในประเทศไทยคงจะได้ชมโฆษณาด้วย
8. ด้านการควบคุมเนื้อหา
โดยทั่วไปแล้วโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกในต่างประเทศมีกฎหมายหรือระเบียบในการควบคุมเนื้อหารายการน้อยกว่าฟรีทีวี เนื่องจากถือว่าไม่ใช่ช่องทางที่เด็กและเยาวชนจะเข้าถึงได้ง่ายเท่ากับฟรีทีวี และผู้รับบริการสามารถเลือกช่องที่ตนต้องการรับชมด้วยตนเอง ซึ่งบางครั้งเป็นเนื้อหาที่ไม่สามารถออกอากาศทางฟรีทีวีได้ สำหรับประเทศไทยนั้นขณะนี้เป็นช่วงระหว่างการปฏิรูปสื่อ ซึ่งกฎหมายและระเบียบต่างๆยังไม่มีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์ แต่จากร่างประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ชั่วคราว (กิจการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิก) ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการควบคุมเนื้อหารายการมากนัก เว้นแต่ ข้อ 8 ที่ระบุถึงสัดส่วนรายการและผังรายการที่ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องดำเนินการเท่านั้น
พ.ต.ท.หญิง ดร.ศิริวรรณ อนันต์โท ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
Friday, February 5, 2010
Subscription Television (4)
พัฒนาการของโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกในประเทศไทย
ความพยายามในการก่อตั้งโทรทัศน์ขึ้นในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2475 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เตรียมการทดลองส่งโทรทัศน์ แต่ยังไม่ทันดำเนินการก็เกิดการปฏิวัติขึ้น และหลังจากนั้นได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามสิ้นสุดลง จึงได้มีความพยายามในการก่อตั้งโทรทัศน์ขึ้นในประเทศไทยอีกครั้ง รัฐบาลไทยภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ชื่อ “บริษัทไทยโทรทัศน์” เป็นสถานีโทรทัศน์แห่งแรกบนพื้นแผ่นดินใหญ่ของทวีปเอเชีย โดยให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ดำเนินกิจการแบบเอกชน ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ แต่ก็มีกรมประชาสัมพันธ์เข้าไปดูแลจัดการ สถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ตั้งอยู่ในบริเวณธนาคารแห่งประเทศไทย บางขุนพรหม ทําการแพร่ภาพครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2498
เคเบิลทีวีได้เกิดขึ้นในประเทศไทยโดยชาวบ้านที่พยายามแก้ปัญหาการรับสัญญาณโทรทัศน์ที่ไม่ชัดเช่นเดียวกับในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ดำเนินการเคเบิลรายแรกในประเทศไทยเป็นใครนั้นไม่ทราบ แต่ที่มีหลักฐานก็คือที่จังหวัดจันทบุรีในปี พ.ศ. 2523 โดยเริ่มจากการใช้เคเบิลทีวีช่วยรับสัญญาณฟรีทีวีให้ชัดเจนขึ้น และต่อมาการใช้มีการขยายตัวมากขึ้นโดยมีการเผยแพร่ภาพยนตร์จากวีดีโอไปตามสาย ในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้นก็มีผู้ประกอบการอีกหลายรายในชุมชนที่ไม่สามารถรับสัญญาณโทรทัศน์ได้ชัดเจน เช่นในจังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย นครราชสีมา นครสวรรค์ แม่ฮ่องสอน ซึ่งผู้ประกอบการสมัครเล่นเหล่านี้มักมีการแถมช่องภาพยนตร์จากวีดีโอให้ชมด้วย
ในยุคก่อนนั้น ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายมารองรับเรื่องเคเบิลทีวีโดยเฉพาะ รัฐปล่อยให้ชาวบ้านทำไปตามยถากรรม ผู้ประกอบการในยุคนั้นจึงถูกกล่าวหาว่าเถื่อนหรือว่าทำผิดกฎหมายไปโดยปริยาย กิจการเคเบิลทีวีในประเทศไทยที่ถือว่าเป็นทางการจริงๆนั้น ได้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2532 โดย IBC (International Broadcasting Corporation) เป็นผู้ให้บริการโดยได้รับสัมปทานจากองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) มีการแพร่ภาพโดยใช้ระบบ MMDS (Multipoint Multichannel Distribution System) ซึ่งต่อมามีผู้ประกอบการหลักๆในกรุงเทพอยู่สามรายด้วยกัน คือ IBC UTV และ Thai Sky TV ในที่สุด Thai Sky TV ต้องเลิกกิจการพร้อมหนี้สินจำนวนมาก ขณะที่ IBC ต้องควบกิจการกับ UTV จนกลายเป็น UBC (United Broadcasting Corporation) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 เนื่องจากความจำเป็นในการอยู่รอดทางธุรกิจ (พนา ทองมีอาคม เข้าถึงเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552)
ปัจจุบันกลุ่ม UBC ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ทรูวิชั่นส์” (TrueVisions) เป็นผู้ให้บริการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกที่มีพื้นที่ให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศเพียงรายเดียวในประเทศไทย โดยการให้บริการผ่านการส่งสัญญาณระบบดิจิตัลผ่านดาวเทียมและระบบเคเบิลผ่านโครงข่ายผสมระหว่างเคเบิลใยแก้วนำแสง (optical fiber) และเคเบิลโคแอ๊กซ์ (coaxial cable) ณ ไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ. 2551 ทรูวิชั่นส์มีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 659,227 ราย (TrueVisions เข้าถึงเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552)
นอกจากทรูวิชั่นส์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกระดับชาติเพียงรายเดียวแล้ว ประเทศไทยยังมีผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นอีกเป็นจำนวนมาก เคเบิลทีวีท้องถิ่น คือ การให้บริการเคเบิลทีวีในท้องถิ่นนั้นโดยใช้สายเคเบิลส่งสัญญาณภาพเข้าตรงถึงบ้านผู้ชม เคเบิลทีวีท้องถิ่น เป็นธุรกิจขนาดเล็ก มีข้อจำกัดเรื่องการหาประโยชน์ทางธุรกิจ มีรายได้จากการขายสมาชิก ซึ่งผู้ใช้บริการส่วนใหญ่จะเป็นแถบชานเมือง หรือไม่ก็เป็นในตัวเมืองตามต่างจังหวัด เพราะเคเบิลทีวีนั้นให้ภาพคมชัดกว่าการใช้เสาอากาศ และมีรายการให้ดูมากมาย ด้วยราคาที่ไม่แพงเกินไป ด้วยอัตราค่าบริการตั้งแต่ 250 บาท สำหรับเมืองเล็กๆ หรืออำเภอเล็กๆ มีรายการต่างๆจำนวนช่อง 40 ช่อง ในกรุงเทพและเมืองใหญ่ มี 2 ราคาคือ 350 บาท และ 450 บาท โดยมีช่องให้บริการ 60 และ 80 ช่อง ตามลำดับ เนื้อหารายการนำเสนอทั้งภาพยนตร์ การ์ตูน วาไรตี้ เพลง กีฬา และ ข่าว เป็นรายการจากต่างประเทศและผลิตในประเทศ

จะเห็นได้ว่าโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมีจุดกำเนิดและวิวัฒนาการคล้ายๆกัน คือเริ่มจากการเป็นสื่อชุนชนที่ส่งสัญญาณผ่านสายเคเบิล มีบทบาทในการช่วยให้สมาชิกในชุมชนสามารถเข้าถึงรายการโทรทัศน์ฟรีทีวีได้มากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป ก็มีการให้บริการรายการอื่นๆมากขึ้น เช่น ภาพยนตร์ และรายการจากต่างประเทศ โทรทัศน์ที่เรียกกันว่าเคเบิลทีวีนั้นก็มีการรับส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมด้วยทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ดังนั้นความหมายของเคเบิลทีวีที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันในประเทศไทย บางครั้งจึงหมายถึงโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกทั้งระบบผ่านเคเบิลและผ่านดาวเทียม
ความพยายามในการก่อตั้งโทรทัศน์ขึ้นในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2475 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เตรียมการทดลองส่งโทรทัศน์ แต่ยังไม่ทันดำเนินการก็เกิดการปฏิวัติขึ้น และหลังจากนั้นได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามสิ้นสุดลง จึงได้มีความพยายามในการก่อตั้งโทรทัศน์ขึ้นในประเทศไทยอีกครั้ง รัฐบาลไทยภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ชื่อ “บริษัทไทยโทรทัศน์” เป็นสถานีโทรทัศน์แห่งแรกบนพื้นแผ่นดินใหญ่ของทวีปเอเชีย โดยให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ดำเนินกิจการแบบเอกชน ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ แต่ก็มีกรมประชาสัมพันธ์เข้าไปดูแลจัดการ สถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ตั้งอยู่ในบริเวณธนาคารแห่งประเทศไทย บางขุนพรหม ทําการแพร่ภาพครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2498
เคเบิลทีวีได้เกิดขึ้นในประเทศไทยโดยชาวบ้านที่พยายามแก้ปัญหาการรับสัญญาณโทรทัศน์ที่ไม่ชัดเช่นเดียวกับในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ดำเนินการเคเบิลรายแรกในประเทศไทยเป็นใครนั้นไม่ทราบ แต่ที่มีหลักฐานก็คือที่จังหวัดจันทบุรีในปี พ.ศ. 2523 โดยเริ่มจากการใช้เคเบิลทีวีช่วยรับสัญญาณฟรีทีวีให้ชัดเจนขึ้น และต่อมาการใช้มีการขยายตัวมากขึ้นโดยมีการเผยแพร่ภาพยนตร์จากวีดีโอไปตามสาย ในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้นก็มีผู้ประกอบการอีกหลายรายในชุมชนที่ไม่สามารถรับสัญญาณโทรทัศน์ได้ชัดเจน เช่นในจังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย นครราชสีมา นครสวรรค์ แม่ฮ่องสอน ซึ่งผู้ประกอบการสมัครเล่นเหล่านี้มักมีการแถมช่องภาพยนตร์จากวีดีโอให้ชมด้วย
ในยุคก่อนนั้น ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายมารองรับเรื่องเคเบิลทีวีโดยเฉพาะ รัฐปล่อยให้ชาวบ้านทำไปตามยถากรรม ผู้ประกอบการในยุคนั้นจึงถูกกล่าวหาว่าเถื่อนหรือว่าทำผิดกฎหมายไปโดยปริยาย กิจการเคเบิลทีวีในประเทศไทยที่ถือว่าเป็นทางการจริงๆนั้น ได้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2532 โดย IBC (International Broadcasting Corporation) เป็นผู้ให้บริการโดยได้รับสัมปทานจากองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) มีการแพร่ภาพโดยใช้ระบบ MMDS (Multipoint Multichannel Distribution System) ซึ่งต่อมามีผู้ประกอบการหลักๆในกรุงเทพอยู่สามรายด้วยกัน คือ IBC UTV และ Thai Sky TV ในที่สุด Thai Sky TV ต้องเลิกกิจการพร้อมหนี้สินจำนวนมาก ขณะที่ IBC ต้องควบกิจการกับ UTV จนกลายเป็น UBC (United Broadcasting Corporation) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 เนื่องจากความจำเป็นในการอยู่รอดทางธุรกิจ (พนา ทองมีอาคม เข้าถึงเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552)
ปัจจุบันกลุ่ม UBC ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ทรูวิชั่นส์” (TrueVisions) เป็นผู้ให้บริการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกที่มีพื้นที่ให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศเพียงรายเดียวในประเทศไทย โดยการให้บริการผ่านการส่งสัญญาณระบบดิจิตัลผ่านดาวเทียมและระบบเคเบิลผ่านโครงข่ายผสมระหว่างเคเบิลใยแก้วนำแสง (optical fiber) และเคเบิลโคแอ๊กซ์ (coaxial cable) ณ ไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ. 2551 ทรูวิชั่นส์มีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 659,227 ราย (TrueVisions เข้าถึงเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552)
นอกจากทรูวิชั่นส์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกระดับชาติเพียงรายเดียวแล้ว ประเทศไทยยังมีผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นอีกเป็นจำนวนมาก เคเบิลทีวีท้องถิ่น คือ การให้บริการเคเบิลทีวีในท้องถิ่นนั้นโดยใช้สายเคเบิลส่งสัญญาณภาพเข้าตรงถึงบ้านผู้ชม เคเบิลทีวีท้องถิ่น เป็นธุรกิจขนาดเล็ก มีข้อจำกัดเรื่องการหาประโยชน์ทางธุรกิจ มีรายได้จากการขายสมาชิก ซึ่งผู้ใช้บริการส่วนใหญ่จะเป็นแถบชานเมือง หรือไม่ก็เป็นในตัวเมืองตามต่างจังหวัด เพราะเคเบิลทีวีนั้นให้ภาพคมชัดกว่าการใช้เสาอากาศ และมีรายการให้ดูมากมาย ด้วยราคาที่ไม่แพงเกินไป ด้วยอัตราค่าบริการตั้งแต่ 250 บาท สำหรับเมืองเล็กๆ หรืออำเภอเล็กๆ มีรายการต่างๆจำนวนช่อง 40 ช่อง ในกรุงเทพและเมืองใหญ่ มี 2 ราคาคือ 350 บาท และ 450 บาท โดยมีช่องให้บริการ 60 และ 80 ช่อง ตามลำดับ เนื้อหารายการนำเสนอทั้งภาพยนตร์ การ์ตูน วาไรตี้ เพลง กีฬา และ ข่าว เป็นรายการจากต่างประเทศและผลิตในประเทศ

จะเห็นได้ว่าโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมีจุดกำเนิดและวิวัฒนาการคล้ายๆกัน คือเริ่มจากการเป็นสื่อชุนชนที่ส่งสัญญาณผ่านสายเคเบิล มีบทบาทในการช่วยให้สมาชิกในชุมชนสามารถเข้าถึงรายการโทรทัศน์ฟรีทีวีได้มากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป ก็มีการให้บริการรายการอื่นๆมากขึ้น เช่น ภาพยนตร์ และรายการจากต่างประเทศ โทรทัศน์ที่เรียกกันว่าเคเบิลทีวีนั้นก็มีการรับส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมด้วยทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ดังนั้นความหมายของเคเบิลทีวีที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันในประเทศไทย บางครั้งจึงหมายถึงโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกทั้งระบบผ่านเคเบิลและผ่านดาวเทียม
Subscription Television (3)
วิวัฒนาการของโทรทัศน์ดาวเทียม
โทรทัศน์ดาวเทียม (satellite television) ที่เกิดขึ้นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1962 เป็นการทดลองส่งสัญญาณจากประเทศฝรั่งเศสผ่านดาวเทียมเทลสตาร์1 (Telstar 1) ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 8 นาที และในปีเดียวกันนั้น รัฐสภาสหรัฐก็ได้ออกพระราชบัญญัติการสื่อสารผ่านดาวเทียม (Communications Satellite Act) และก่อตั้งดาวเทียมคอมแซท (COMSAT) ภายหลังจากการศึกษาค้นคว้าเป็นเวลานาน ต่อมาในปี ค.ศ. 1972 ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงรับ “นโยบายบนฟากฟ้า” (Skies Policy) เพื่อส่งเสริมภาคเอกชนในการเข้าสู่ธุรกิจดาวเทียม ต่อมาในปี ค.ศ. 1975 Home Box Office (HBO) เป็นผู้ประกอบการรายแรกที่ใช้ดาวเทียม Westar I ส่งรายการโทรทัศน์มายังเครือข่ายเคเบิลทีวีของตน ช่วง ค.ศ. 1976-1980 ธุรกิจโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมีความคึกคักขึ้น โดยผู้ประกอบกิจการกลุ่มแรกคือ Home Box Office (HBO), Turner Broadcasting System (TBS) และเครือข่ายศาสนาคริสต์ (Christian Broadcasting Network ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Family Channel)
ตลาดของโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมระบบซีแบนด์ที่ใช้จานรับสัญญาณขนาดใหญ่เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1981-1985 ช่วงเวลาต่อมา อุปกรณ์ในการรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมีราคาลดลงมากพร้อมๆกับจำนวนผู้ชมที่เพิ่มขึ้น ในปี ค.ศ. 1992 บริษัทเจเนอรัล อินสทรูเม็นต์ (General Instrument) สาธิตโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมระบบดิจิตัลที่มีความละเอียดสูง (High Definition Televison: HDTV) เป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ.1994 เป็นปีที่เริ่มต้นกิจการของไดเร็คทีวี (DirecTV) และ ค.ศ.1996 เป็นปีเริ่มต้นกิจการของ ดิจิตัล สกาย ไฮเวย์ เน็ตเวิร์ค (Digital Sky Highway Network) หรือ ดิช เน็ตเวิร์ค (Dish Network) ภายหลังมีผู้ประกอบการรายอื่นเกิดขึ้นและมีการควบรวมกิจการระหว่างกัน ปัจจุบันนี้ บริษัทที่เป็นผู้ประกอบการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมที่มีการบอกรับสมาชิก (DBS) รายใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้แก่ ไดเร็คทีวี (DIRECTV) ซึ่งมีจำนวนสมาชิก 17,621,000 ราย ในปี ค.ศ. 2008 และดิช เน็ตเวิร์ค (Dish Network) ซึ่งมีจำนวนสมาชิก 13,678,000ราย ในปี ค.ศ. 2008 (Satellite Broadcasting and Communications Association เข้าถึงเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552)
โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมนั้นเริ่มต้นส่งสัญญาณผ่านเสาอากาศ (antenna) ที่ต้นทางส่งสัญญาณขึ้น (uplink) ไปยังดาวเทียม ซึ่งจานดาวเทียมที่ใช้ในการส่งสัญญาณขาขึ้นนั้นจะมีขนาดใหญ่มาก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 9-12 เมตร เมื่อดาวเทียมได้รับสัญญาณแล้วก็จะส่งสัญญาณกลับมายังโลก การส่งสัญญาณขาลงเรียกว่า downlink เมื่อสถานีรับสัญญาณจากดาวเทียมแล้ว ในบางกรณีก็มีการส่งสัญญาณต่อไปยังผู้ชมโดยผ่านเสาอากาศหรือสายเคเบิล ซึ่งผู้ชมที่รับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านสายอาจไม่ทราบว่ารายการโทรทัศน์ที่ชมอยู่นั้นมีการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมด้วย และบางระบบนั้น การส่งสัญญาณขาลงจากดาวเทียมสามารถรับได้ด้วยจานขนาดเล็ก (mini dish) ที่ติดตั้งอยู่ตามบ้าน ซึ่งส่วนมากจะเป็นระบบเคยูแบนด์ (ku band) เรียกว่า “ไดเร็คทูโฮม” (Direct-To-Home: DTH) หรือในประเทศสหรัฐอเมริกานิยมเรียกว่า “ไดเร็ค บรอดคาสต์ แซ็ทเทลไลท์ (Direct Broadcast Satellite: DBS) ซึ่งปัจจุบันนี้ มีการใช้จานดาวเทียมประเภทนี้มาให้เพื่อให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกกันมาก ในกรณีของ DTH นี้ ผู้ชมจะต้องติดตั้งอุปกรณ์แปลงสัญญาณที่เรียกกันว่ากล่อง เซ็ท ท็อป (set top box) ซึ่งเห็นได้ทั่วไปในประเทศไทยจากการให้บริการของบริษัท ทรูวิชั่นส์ (True Visions)
การให้บริการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในประเทศอื่นๆนั้น มีพัฒนาการในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน ประเทศแคนาดาเริ่มใช้ดาวเทียมเอนิก1 (Anik) ในปี ค.ศ. 1973 ซึ่งนับว่าเป็นดาวเทียมท้องถิ่น (domestic satellite) ดวงแรกของทวีปอเมริกาเหนือ ปัจจุบันนี้ ประเทศแคนาดามีผู้ประกอบการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกผ่านดาวเทียมจำนวน 2 รายหลักคือ “เบลล์ ทีวี” (Bell TV) และ “ชอว์ ไดเร็กท์” (Shaw Direct) ส่วนในประเทศประเทศสหราชอาณาจักร ผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่ “สกาย ดิจิตัล” (Sky Digital) และเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 ก็มีผู้ให้บริการเพิ่มขึ้นอีก 1 ราย คือ “ฟรีแซท” (Freesat) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมเปลี่ยนระบบโทรทัศน์ในให้เป็นระบบดิจิตัลทั้งหมด “ฟรีแซท” ดำเนินการโดยเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ 2 ราย ได้แก่ ITV (Independent Television) และ BBC (British Broadcasting Corporation) การให้บริการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกผ่านดาวเทียมมีการพัฒนาเรื่อยมาจนปัจจุบันนี้มีการส่งสัญญาณเป็นโทรทัศน์ระบบดิจิตัลและระบบโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ตด้วย
โทรทัศน์ดาวเทียม (satellite television) ที่เกิดขึ้นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1962 เป็นการทดลองส่งสัญญาณจากประเทศฝรั่งเศสผ่านดาวเทียมเทลสตาร์1 (Telstar 1) ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 8 นาที และในปีเดียวกันนั้น รัฐสภาสหรัฐก็ได้ออกพระราชบัญญัติการสื่อสารผ่านดาวเทียม (Communications Satellite Act) และก่อตั้งดาวเทียมคอมแซท (COMSAT) ภายหลังจากการศึกษาค้นคว้าเป็นเวลานาน ต่อมาในปี ค.ศ. 1972 ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงรับ “นโยบายบนฟากฟ้า” (Skies Policy) เพื่อส่งเสริมภาคเอกชนในการเข้าสู่ธุรกิจดาวเทียม ต่อมาในปี ค.ศ. 1975 Home Box Office (HBO) เป็นผู้ประกอบการรายแรกที่ใช้ดาวเทียม Westar I ส่งรายการโทรทัศน์มายังเครือข่ายเคเบิลทีวีของตน ช่วง ค.ศ. 1976-1980 ธุรกิจโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมีความคึกคักขึ้น โดยผู้ประกอบกิจการกลุ่มแรกคือ Home Box Office (HBO), Turner Broadcasting System (TBS) และเครือข่ายศาสนาคริสต์ (Christian Broadcasting Network ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Family Channel)
ตลาดของโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมระบบซีแบนด์ที่ใช้จานรับสัญญาณขนาดใหญ่เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1981-1985 ช่วงเวลาต่อมา อุปกรณ์ในการรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมีราคาลดลงมากพร้อมๆกับจำนวนผู้ชมที่เพิ่มขึ้น ในปี ค.ศ. 1992 บริษัทเจเนอรัล อินสทรูเม็นต์ (General Instrument) สาธิตโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมระบบดิจิตัลที่มีความละเอียดสูง (High Definition Televison: HDTV) เป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ.1994 เป็นปีที่เริ่มต้นกิจการของไดเร็คทีวี (DirecTV) และ ค.ศ.1996 เป็นปีเริ่มต้นกิจการของ ดิจิตัล สกาย ไฮเวย์ เน็ตเวิร์ค (Digital Sky Highway Network) หรือ ดิช เน็ตเวิร์ค (Dish Network) ภายหลังมีผู้ประกอบการรายอื่นเกิดขึ้นและมีการควบรวมกิจการระหว่างกัน ปัจจุบันนี้ บริษัทที่เป็นผู้ประกอบการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมที่มีการบอกรับสมาชิก (DBS) รายใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้แก่ ไดเร็คทีวี (DIRECTV) ซึ่งมีจำนวนสมาชิก 17,621,000 ราย ในปี ค.ศ. 2008 และดิช เน็ตเวิร์ค (Dish Network) ซึ่งมีจำนวนสมาชิก 13,678,000ราย ในปี ค.ศ. 2008 (Satellite Broadcasting and Communications Association เข้าถึงเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552)
โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมนั้นเริ่มต้นส่งสัญญาณผ่านเสาอากาศ (antenna) ที่ต้นทางส่งสัญญาณขึ้น (uplink) ไปยังดาวเทียม ซึ่งจานดาวเทียมที่ใช้ในการส่งสัญญาณขาขึ้นนั้นจะมีขนาดใหญ่มาก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 9-12 เมตร เมื่อดาวเทียมได้รับสัญญาณแล้วก็จะส่งสัญญาณกลับมายังโลก การส่งสัญญาณขาลงเรียกว่า downlink เมื่อสถานีรับสัญญาณจากดาวเทียมแล้ว ในบางกรณีก็มีการส่งสัญญาณต่อไปยังผู้ชมโดยผ่านเสาอากาศหรือสายเคเบิล ซึ่งผู้ชมที่รับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านสายอาจไม่ทราบว่ารายการโทรทัศน์ที่ชมอยู่นั้นมีการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมด้วย และบางระบบนั้น การส่งสัญญาณขาลงจากดาวเทียมสามารถรับได้ด้วยจานขนาดเล็ก (mini dish) ที่ติดตั้งอยู่ตามบ้าน ซึ่งส่วนมากจะเป็นระบบเคยูแบนด์ (ku band) เรียกว่า “ไดเร็คทูโฮม” (Direct-To-Home: DTH) หรือในประเทศสหรัฐอเมริกานิยมเรียกว่า “ไดเร็ค บรอดคาสต์ แซ็ทเทลไลท์ (Direct Broadcast Satellite: DBS) ซึ่งปัจจุบันนี้ มีการใช้จานดาวเทียมประเภทนี้มาให้เพื่อให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกกันมาก ในกรณีของ DTH นี้ ผู้ชมจะต้องติดตั้งอุปกรณ์แปลงสัญญาณที่เรียกกันว่ากล่อง เซ็ท ท็อป (set top box) ซึ่งเห็นได้ทั่วไปในประเทศไทยจากการให้บริการของบริษัท ทรูวิชั่นส์ (True Visions)
การให้บริการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในประเทศอื่นๆนั้น มีพัฒนาการในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน ประเทศแคนาดาเริ่มใช้ดาวเทียมเอนิก1 (Anik) ในปี ค.ศ. 1973 ซึ่งนับว่าเป็นดาวเทียมท้องถิ่น (domestic satellite) ดวงแรกของทวีปอเมริกาเหนือ ปัจจุบันนี้ ประเทศแคนาดามีผู้ประกอบการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกผ่านดาวเทียมจำนวน 2 รายหลักคือ “เบลล์ ทีวี” (Bell TV) และ “ชอว์ ไดเร็กท์” (Shaw Direct) ส่วนในประเทศประเทศสหราชอาณาจักร ผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่ “สกาย ดิจิตัล” (Sky Digital) และเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 ก็มีผู้ให้บริการเพิ่มขึ้นอีก 1 ราย คือ “ฟรีแซท” (Freesat) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมเปลี่ยนระบบโทรทัศน์ในให้เป็นระบบดิจิตัลทั้งหมด “ฟรีแซท” ดำเนินการโดยเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ 2 ราย ได้แก่ ITV (Independent Television) และ BBC (British Broadcasting Corporation) การให้บริการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกผ่านดาวเทียมมีการพัฒนาเรื่อยมาจนปัจจุบันนี้มีการส่งสัญญาณเป็นโทรทัศน์ระบบดิจิตัลและระบบโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ตด้วย
Subscription Television (2)
พัฒนาการของโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิก (เคเบิลทีวี)
พัฒนาการของโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกผ่านสายเคเบิล ถือกำเนิดครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1940s และ 1950s (ค.ศ. 1940-1959) โดยเกิดขึ้นหลายแห่งในระยะเวลาไล่เลี่ยกันในรัฐอาร์คันซอ (Arkansas) รัฐออเรกอน (Oregon) และรัฐเพนซิลเวเนีย (Pennsylvania) อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานหลายๆแหล่งกล่าวว่าต้นกำเนิดของเคเบิลทีวีนั้นเกิดที่รัฐเพนซิลเวเนีย จุดเริ่มต้นของเคเบิลทีวีนั้นเป็นการให้บริการแก่ประชาชนที่ไม่สามารถรับสัญญาณโทรทัศน์ระบบภาคพื้นดินหรือรับสัญญาณที่ส่งผ่านคลื่นวิทยุมาทางอากาศด้วยเสาอากาศได้นั่นเอง
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1940s (ค.ศ. 1940-1949) รัฐเพนซิลเวเนียมีสถานีโทรทัศน์อยู่ในขณะนั้นเพียงสองถึงสามสถานี ส่วนมากจะตั้งอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ๆเช่นเมืองฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia) ประชาชนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ หรืออยู่ในพื้นที่ที่ไม่สามารถรับสัญญาณได้ก็จะไม่มีโอกาสได้รับชมรายการโทรทัศน์ นายจอห์น วัลสัน (John Walson) ผู้เป็นเจ้าของร้านขายของใช้อยู่ในเมืองเล็กๆชื่อมาฮานอย (Mahanoy City) ประสบปัญหาไม่สามารถขายเครื่องรับโทรทัศน์ให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่นเนื่องจากในเขตนั้นไม่สามารถรับสัญญาณโทรทัศน์ได้ชัดเจน ปัญหาอยู่ที่สถานที่ตั้งของเมืองซึ่งอยู่ในหุบเขาและอยู่ห่างจากเครื่องส่งโทรทัศน์ของเมืองฟิลาเดลเฟียเป็นระยะทางเกือบ 90 ไมล์ สัญญาณโทรทัศน์จึงไม่สามารถส่งผ่านภูเขามาได้ ดังนั้นการรับสัญญาณที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับคนในเมืองเล็กๆแห่งนี้ ดังนั้น นายวัลสันจึงติดตั้งเสาอากาศโทรทัศน์ไว้บนเสาสูงๆบนยอดเขา เพื่อให้เสาสูงสามารถรับสัญญาณโทรทัศน์ได้และส่งสัญญาณต่อไปยังเสาอากาศแฝดที่ทำด้วยตะกั่วเชื่อมลงไปยังร้านของเขา เมื่อประชาชนในท้องถิ่นสามารถมองเห็นสัญญาณภาพในโทรทัศน์ได้ ก็ทำให้ยอดขายเครื่องรับโทรทัศน์ของนายวัลสันนั้นเพิ่มขึ้น แต่เขาก็ต้องรับภาระในการส่งสัญญาณโทรทัศน์ไปให้ลูกค้าที่ซื้อเครื่องรับโทรทัศน์ของเขาด้วย เขาเลยปรับปรุงคุณภาพสัญญาณโดยการใช้สายโคแอ๊กซ์ (coaxial cable) และสร้างตัวขยายสัญญาณ (boosters หรือ amplifiers) ขึ้นมาเอง เพื่อนำสัญญาณเคเบิลทีวีไปยังบ้านของลูกค้าที่ซื้อเครื่องรับโทรทัศน์เหล่านั้น ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นหนึ่งของระบบเคเบิลทีวี ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491)
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950s โทรทัศน์ยังนับว่าเป็นนวัตกรรม ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น คณะกรรมการสื่อสารแห่งชาติ (Federal Communication Commission : FCC) ได้สั่งให้ยุติการสร้างสถานีโทรทัศน์เป็นระยะเวลาสามปี หลังจากนั้นจึงมีการวางแผนการออกอากาศรายการโทรทัศน์ทั่วประเทศ มีผลทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนของสถานีโทรทัศน์อย่างรวดเร็ว แม้ว่าในขณะนั้น เคเบิลทีวียังไม่ได้รับความนิยมมากนัก แต่ร้านค้าตามเมืองต่างๆก็มีการแสดงสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์แบบต่างๆเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนมาก จากเดิมที่มีการจำหน่ายเพียงเครื่องรับโทรทัศน์ ก็กลายเป็นการจำหน่ายเสาอากาศด้วย ประชาชนผู้พักอาศัยในบ้านเรือนและอพาร์ตเม้นต์ในสมัยนั้นต่างก็มีเสาอากาศอยู่บนหลังคา
มิลตัน เจอร์โรลด์ แชป (Milton Jerrold Shapp) ซึ่งต่อมาภายหลังเขาได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย ได้ทำการพัฒนาระบบที่ทำให้เสาอากาศหลัก (master antenna : MATV) เพียงชุดเดียว สามารถใช้ได้กับเครื่องรับโทรทัศน์หมดทุกเครื่องในอาคารเดียวกัน ความลับของ Shapp ก็คือการใช้สายโคแอ๊กซ์ (coaxial cable) และตัวขยายสัญญาณ (boosters) ซึ่งสามารถส่งสัญญาณครั้งเดียวไปยังเครื่องรับหลายๆเครื่องได้ ช่วงเวลาเดียวกันในเมืองแลนสฟอร์ด (Lansford) ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน พนักงานขายคนหนึ่งชื่อโรเบิร์ต ทาร์ลตัน (Robert Tarlton) เป็นผู้เผชิญปัญหาเช่นเดียวกับนายวัลสัน เขาได้อ่านพบระบบใหม่ของนายแชปและคิดว่า ถ้าระบบนั้นไปได้ดีในบ้านและห้างร้านต่างๆแล้ว ระบบนี้ก็น่าจะใช้ได้ในเมืองของเขาเช่นกัน รูปแบบของเคเบิลทีวีคล้ายๆในปัจจุบันได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อนายทาร์ลตันเชื่อมสัญญาณโทรทัศน์โดยใช้สายโคแอ๊กซ์และตัวขยายสัญญาณที่ผลิตขายในท้องตลาด ผู้บุกเบิกเคเบิลทีวีในยุคแรกๆนั้น นอกจากรายชื่อหลายคนดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังรวมถึงเจ้าของกิจการอย่าง บิล เดเนียล (Bill Daniel) มาร์ติน มาลาร์คีย์ (Martin Malarkey) และ แจ็ค เค้นท์ คุ้ก (Jack Kent Cooke) ภายในปี ค.ศ. 1952 เคเบิลทีวีกลายเป็นระบบโทรทัศน์ที่มีผู้เป็นสมาชิกถึง 14,000 รายทั่วประเทศ
ด้วยนวัตกรรมของนายมิลตัน แชป เคเบิลทีวีก็แพร่กระจายไปทั่วประเทศ ไปยังพื้นที่ในชนบทที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งที่ออกอากาศในตัวเมือง เคเบิลทีวีในระยะแรกนั้นมีหน้าที่หลักในการช่วยเพิ่มการรับสัญญาณโทรทัศน์ฟรีทีวีภาคพื้นดิน ทำหน้าที่เสมือน “เสาอากาศของชุมชน” (community antenna : CATV) แต่ในเวลาไม่นานนัก ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950s (ค.ศ. 1950-1959) ผู้ให้บริการเคเบิลทีวีก็เริ่มใช้ประโยชน์จากสัญญาณไมโครเวฟและเทคโนโลยีอื่นๆเพื่อจับสัญญาณการออกอากาศจากสถานีโทรทัศน์ที่อยู่ห่างเป็นระยะทางนับร้อยไมล์ ความสามารถในการรับสัญญาณจากสถานีที่อยู่ห่างไกลทำให้มีการเปลี่ยนจุดเน้นของธุรกิจเคเบิลทีวี จากการเป็น “เสาอากาศของชุมชน” เป็นธุรกิจที่จัดสรรทางเลือกในรายการใหม่ๆให้กับผู้ชม
ในสมัยนั้น ประเทศสหรัฐอเมริกามีโทรทัศน์ระบบฟรีทีวีอยู่สามช่อง เมื่อมีธุรกิจเคเบิลทีวีเกิดขึ้นจึงทำให้มีรายการและจำนวนช่องที่มากขึ้นนอกเหนือจากฟรีทีวี เพราะผู้ให้บริการสามารถรับรายการจากสถานีอิสระ (independent stations) ที่อยู่ห่างไกลออกไปนับร้อยไมล์ได้ และเนื่องจากเคเบิลทีวีสามรถจัดหารายการที่หลากหลายจำนวนมากให้แก่ผู้ชม เคเบิลทีวีจึงสามารถดึงดูดผู้ชมได้เป็นจำนวนมาก และเข้าครอบครองตลาดในเมืองได้อย่างรวดเร็วเพราะผู้ชมส่วนใหญ่ต้องการมีทางเลือกในการชมรายการโทรทัศน์ที่มากขึ้น
ก่อน ค.ศ. 1962 ประเทศสหรัฐอเมริกามีผู้ให้บริการเคเบิลทีวีเกือบ 800 ราย มีจำนวนสมาชิกประมาณ 850,000 คน ผู้นำตลาดในช่วงนั้นได้แก่ ค็อกซ์ (Cox) เทเลพร็อมเตอร์ (Teleprompter) และเวสติ้งเฮ้าส์ (Westinghouse) ผู้ให้บริการหลายๆรายได้ขยายการให้บริการในเมืองหลายเมืองพร้อมๆกัน จึงเป็นจุดกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่า “ผู้ให้บริการหลายระบบ” (multiple system operator : MSO)
การขยายตัวของธุรกิจเคเบิลทีวีในยุคนั้นก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่นักจัดรายการระดับท้องถิ่นที่ไม่ชอบการแข่งขันกับเคเบิลทีวี จึงได้มีการร้องขอให้รัฐบาลห้ามมิให้เคเบิลทีวีรับสัญญาณโทรทัศน์จากสถานีอื่น FCC จึงตอบสนองโดยการกำหนดข้อห้ามไม่ให้เคเบิลทีวีรับสัญญาณจากสถานีโทรทัศน์ที่อยู่ห่างไกล การ “แช่เย็น” เคเบิลทีวีในยุคนั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจเคเบิลทีวีจนกระทั่งถึง ค.ศ. 1972 เมื่อ FCC เริ่มผ่อนคลายกฎเกณฑ์การรับสัญญาณของเคเบิลทีวี อย่างไรก็ตาม พัฒนาการของเคเบิลทีวีในยุคแรกนั้น เป็นเพียงการขยายสัญญาณฟรีทีวีไปยังบ้านเรือนที่อยู่ห่างไกลโดยใช้สายเคเบิล แต่ยังมิได้มีการจัดรายการต่างๆเพื่อให้บริการสมาชิกแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
การจัดรายการของโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกในประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นขึ้นอย่างชัดเจนในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1972 เมื่อเซอร์วิซ อิเล็กทริค (Service Electric) พาดสายเคเบิลในเมืองวิลค์ส-บาร์ (Wilkes-Barre) รัฐเพนซิลเวเนีย เพื่อให้บริการ Home Box Office หรือ HBO ซึ่งนับว่าเป็นการให้บริการเคเบิลทีวีที่มีการบอกรับสมาชิกที่ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา HBO จึงถือว่า เมืองวิลค์ส-บาร์ เป็นแหล่งกำเนิดของรายการเคเบิลทีวีสมัยใหม่ แม้ว่า HBO จะมีผู้ชมเพียงสองสามร้อยคนในคืนแรกของการให้บริการ แต่ต่อมาก็กลับกลายเป็นบริการเคเบิลทีวีที่มีการบอกรับสมาชิกที่ใหญ่ที่สุดในโลก และด้วยความสำเร็จของ HBO นั่นอง การให้บริการแก่ผู้ชมด้วยรายการอื่นๆจึงตามมา
ด้วยสภาพการตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างสูง ผู้ชมโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกในประเทศสหรัฐอเมริกาจึงมีโอกาสได้รับชมภาพยนตร์และรายการที่น่าสนใจและมีคุณภาพสูง ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการได้ลงทุนเป็นจำนวนเงินรวมกันกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อพัฒนาระบบบรอดแบนด์และอุปกรณ์ต่างๆเพื่อให้บริการผู้ชมแบบปฏิสัมพันธ์ ในปี พ.ศ. 2551 ประเทศสหรัฐอเมริกามีผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกผ่านสายเคเบิลจำนวน 7,832 ราย (Nielsen Focus, 2008) สร้างรายได้รวมกันกว่า 86,281 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (SNL Kagan, 2008)
พัฒนาการของโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกผ่านสายเคเบิล ถือกำเนิดครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1940s และ 1950s (ค.ศ. 1940-1959) โดยเกิดขึ้นหลายแห่งในระยะเวลาไล่เลี่ยกันในรัฐอาร์คันซอ (Arkansas) รัฐออเรกอน (Oregon) และรัฐเพนซิลเวเนีย (Pennsylvania) อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานหลายๆแหล่งกล่าวว่าต้นกำเนิดของเคเบิลทีวีนั้นเกิดที่รัฐเพนซิลเวเนีย จุดเริ่มต้นของเคเบิลทีวีนั้นเป็นการให้บริการแก่ประชาชนที่ไม่สามารถรับสัญญาณโทรทัศน์ระบบภาคพื้นดินหรือรับสัญญาณที่ส่งผ่านคลื่นวิทยุมาทางอากาศด้วยเสาอากาศได้นั่นเอง
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1940s (ค.ศ. 1940-1949) รัฐเพนซิลเวเนียมีสถานีโทรทัศน์อยู่ในขณะนั้นเพียงสองถึงสามสถานี ส่วนมากจะตั้งอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ๆเช่นเมืองฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia) ประชาชนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ หรืออยู่ในพื้นที่ที่ไม่สามารถรับสัญญาณได้ก็จะไม่มีโอกาสได้รับชมรายการโทรทัศน์ นายจอห์น วัลสัน (John Walson) ผู้เป็นเจ้าของร้านขายของใช้อยู่ในเมืองเล็กๆชื่อมาฮานอย (Mahanoy City) ประสบปัญหาไม่สามารถขายเครื่องรับโทรทัศน์ให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่นเนื่องจากในเขตนั้นไม่สามารถรับสัญญาณโทรทัศน์ได้ชัดเจน ปัญหาอยู่ที่สถานที่ตั้งของเมืองซึ่งอยู่ในหุบเขาและอยู่ห่างจากเครื่องส่งโทรทัศน์ของเมืองฟิลาเดลเฟียเป็นระยะทางเกือบ 90 ไมล์ สัญญาณโทรทัศน์จึงไม่สามารถส่งผ่านภูเขามาได้ ดังนั้นการรับสัญญาณที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับคนในเมืองเล็กๆแห่งนี้ ดังนั้น นายวัลสันจึงติดตั้งเสาอากาศโทรทัศน์ไว้บนเสาสูงๆบนยอดเขา เพื่อให้เสาสูงสามารถรับสัญญาณโทรทัศน์ได้และส่งสัญญาณต่อไปยังเสาอากาศแฝดที่ทำด้วยตะกั่วเชื่อมลงไปยังร้านของเขา เมื่อประชาชนในท้องถิ่นสามารถมองเห็นสัญญาณภาพในโทรทัศน์ได้ ก็ทำให้ยอดขายเครื่องรับโทรทัศน์ของนายวัลสันนั้นเพิ่มขึ้น แต่เขาก็ต้องรับภาระในการส่งสัญญาณโทรทัศน์ไปให้ลูกค้าที่ซื้อเครื่องรับโทรทัศน์ของเขาด้วย เขาเลยปรับปรุงคุณภาพสัญญาณโดยการใช้สายโคแอ๊กซ์ (coaxial cable) และสร้างตัวขยายสัญญาณ (boosters หรือ amplifiers) ขึ้นมาเอง เพื่อนำสัญญาณเคเบิลทีวีไปยังบ้านของลูกค้าที่ซื้อเครื่องรับโทรทัศน์เหล่านั้น ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นหนึ่งของระบบเคเบิลทีวี ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491)
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950s โทรทัศน์ยังนับว่าเป็นนวัตกรรม ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น คณะกรรมการสื่อสารแห่งชาติ (Federal Communication Commission : FCC) ได้สั่งให้ยุติการสร้างสถานีโทรทัศน์เป็นระยะเวลาสามปี หลังจากนั้นจึงมีการวางแผนการออกอากาศรายการโทรทัศน์ทั่วประเทศ มีผลทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนของสถานีโทรทัศน์อย่างรวดเร็ว แม้ว่าในขณะนั้น เคเบิลทีวียังไม่ได้รับความนิยมมากนัก แต่ร้านค้าตามเมืองต่างๆก็มีการแสดงสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์แบบต่างๆเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนมาก จากเดิมที่มีการจำหน่ายเพียงเครื่องรับโทรทัศน์ ก็กลายเป็นการจำหน่ายเสาอากาศด้วย ประชาชนผู้พักอาศัยในบ้านเรือนและอพาร์ตเม้นต์ในสมัยนั้นต่างก็มีเสาอากาศอยู่บนหลังคา
มิลตัน เจอร์โรลด์ แชป (Milton Jerrold Shapp) ซึ่งต่อมาภายหลังเขาได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย ได้ทำการพัฒนาระบบที่ทำให้เสาอากาศหลัก (master antenna : MATV) เพียงชุดเดียว สามารถใช้ได้กับเครื่องรับโทรทัศน์หมดทุกเครื่องในอาคารเดียวกัน ความลับของ Shapp ก็คือการใช้สายโคแอ๊กซ์ (coaxial cable) และตัวขยายสัญญาณ (boosters) ซึ่งสามารถส่งสัญญาณครั้งเดียวไปยังเครื่องรับหลายๆเครื่องได้ ช่วงเวลาเดียวกันในเมืองแลนสฟอร์ด (Lansford) ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน พนักงานขายคนหนึ่งชื่อโรเบิร์ต ทาร์ลตัน (Robert Tarlton) เป็นผู้เผชิญปัญหาเช่นเดียวกับนายวัลสัน เขาได้อ่านพบระบบใหม่ของนายแชปและคิดว่า ถ้าระบบนั้นไปได้ดีในบ้านและห้างร้านต่างๆแล้ว ระบบนี้ก็น่าจะใช้ได้ในเมืองของเขาเช่นกัน รูปแบบของเคเบิลทีวีคล้ายๆในปัจจุบันได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อนายทาร์ลตันเชื่อมสัญญาณโทรทัศน์โดยใช้สายโคแอ๊กซ์และตัวขยายสัญญาณที่ผลิตขายในท้องตลาด ผู้บุกเบิกเคเบิลทีวีในยุคแรกๆนั้น นอกจากรายชื่อหลายคนดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังรวมถึงเจ้าของกิจการอย่าง บิล เดเนียล (Bill Daniel) มาร์ติน มาลาร์คีย์ (Martin Malarkey) และ แจ็ค เค้นท์ คุ้ก (Jack Kent Cooke) ภายในปี ค.ศ. 1952 เคเบิลทีวีกลายเป็นระบบโทรทัศน์ที่มีผู้เป็นสมาชิกถึง 14,000 รายทั่วประเทศ
ด้วยนวัตกรรมของนายมิลตัน แชป เคเบิลทีวีก็แพร่กระจายไปทั่วประเทศ ไปยังพื้นที่ในชนบทที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งที่ออกอากาศในตัวเมือง เคเบิลทีวีในระยะแรกนั้นมีหน้าที่หลักในการช่วยเพิ่มการรับสัญญาณโทรทัศน์ฟรีทีวีภาคพื้นดิน ทำหน้าที่เสมือน “เสาอากาศของชุมชน” (community antenna : CATV) แต่ในเวลาไม่นานนัก ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950s (ค.ศ. 1950-1959) ผู้ให้บริการเคเบิลทีวีก็เริ่มใช้ประโยชน์จากสัญญาณไมโครเวฟและเทคโนโลยีอื่นๆเพื่อจับสัญญาณการออกอากาศจากสถานีโทรทัศน์ที่อยู่ห่างเป็นระยะทางนับร้อยไมล์ ความสามารถในการรับสัญญาณจากสถานีที่อยู่ห่างไกลทำให้มีการเปลี่ยนจุดเน้นของธุรกิจเคเบิลทีวี จากการเป็น “เสาอากาศของชุมชน” เป็นธุรกิจที่จัดสรรทางเลือกในรายการใหม่ๆให้กับผู้ชม
ในสมัยนั้น ประเทศสหรัฐอเมริกามีโทรทัศน์ระบบฟรีทีวีอยู่สามช่อง เมื่อมีธุรกิจเคเบิลทีวีเกิดขึ้นจึงทำให้มีรายการและจำนวนช่องที่มากขึ้นนอกเหนือจากฟรีทีวี เพราะผู้ให้บริการสามารถรับรายการจากสถานีอิสระ (independent stations) ที่อยู่ห่างไกลออกไปนับร้อยไมล์ได้ และเนื่องจากเคเบิลทีวีสามรถจัดหารายการที่หลากหลายจำนวนมากให้แก่ผู้ชม เคเบิลทีวีจึงสามารถดึงดูดผู้ชมได้เป็นจำนวนมาก และเข้าครอบครองตลาดในเมืองได้อย่างรวดเร็วเพราะผู้ชมส่วนใหญ่ต้องการมีทางเลือกในการชมรายการโทรทัศน์ที่มากขึ้น
ก่อน ค.ศ. 1962 ประเทศสหรัฐอเมริกามีผู้ให้บริการเคเบิลทีวีเกือบ 800 ราย มีจำนวนสมาชิกประมาณ 850,000 คน ผู้นำตลาดในช่วงนั้นได้แก่ ค็อกซ์ (Cox) เทเลพร็อมเตอร์ (Teleprompter) และเวสติ้งเฮ้าส์ (Westinghouse) ผู้ให้บริการหลายๆรายได้ขยายการให้บริการในเมืองหลายเมืองพร้อมๆกัน จึงเป็นจุดกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่า “ผู้ให้บริการหลายระบบ” (multiple system operator : MSO)
การขยายตัวของธุรกิจเคเบิลทีวีในยุคนั้นก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่นักจัดรายการระดับท้องถิ่นที่ไม่ชอบการแข่งขันกับเคเบิลทีวี จึงได้มีการร้องขอให้รัฐบาลห้ามมิให้เคเบิลทีวีรับสัญญาณโทรทัศน์จากสถานีอื่น FCC จึงตอบสนองโดยการกำหนดข้อห้ามไม่ให้เคเบิลทีวีรับสัญญาณจากสถานีโทรทัศน์ที่อยู่ห่างไกล การ “แช่เย็น” เคเบิลทีวีในยุคนั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจเคเบิลทีวีจนกระทั่งถึง ค.ศ. 1972 เมื่อ FCC เริ่มผ่อนคลายกฎเกณฑ์การรับสัญญาณของเคเบิลทีวี อย่างไรก็ตาม พัฒนาการของเคเบิลทีวีในยุคแรกนั้น เป็นเพียงการขยายสัญญาณฟรีทีวีไปยังบ้านเรือนที่อยู่ห่างไกลโดยใช้สายเคเบิล แต่ยังมิได้มีการจัดรายการต่างๆเพื่อให้บริการสมาชิกแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
การจัดรายการของโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกในประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นขึ้นอย่างชัดเจนในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1972 เมื่อเซอร์วิซ อิเล็กทริค (Service Electric) พาดสายเคเบิลในเมืองวิลค์ส-บาร์ (Wilkes-Barre) รัฐเพนซิลเวเนีย เพื่อให้บริการ Home Box Office หรือ HBO ซึ่งนับว่าเป็นการให้บริการเคเบิลทีวีที่มีการบอกรับสมาชิกที่ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา HBO จึงถือว่า เมืองวิลค์ส-บาร์ เป็นแหล่งกำเนิดของรายการเคเบิลทีวีสมัยใหม่ แม้ว่า HBO จะมีผู้ชมเพียงสองสามร้อยคนในคืนแรกของการให้บริการ แต่ต่อมาก็กลับกลายเป็นบริการเคเบิลทีวีที่มีการบอกรับสมาชิกที่ใหญ่ที่สุดในโลก และด้วยความสำเร็จของ HBO นั่นอง การให้บริการแก่ผู้ชมด้วยรายการอื่นๆจึงตามมา
ด้วยสภาพการตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างสูง ผู้ชมโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกในประเทศสหรัฐอเมริกาจึงมีโอกาสได้รับชมภาพยนตร์และรายการที่น่าสนใจและมีคุณภาพสูง ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการได้ลงทุนเป็นจำนวนเงินรวมกันกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อพัฒนาระบบบรอดแบนด์และอุปกรณ์ต่างๆเพื่อให้บริการผู้ชมแบบปฏิสัมพันธ์ ในปี พ.ศ. 2551 ประเทศสหรัฐอเมริกามีผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกผ่านสายเคเบิลจำนวน 7,832 ราย (Nielsen Focus, 2008) สร้างรายได้รวมกันกว่า 86,281 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (SNL Kagan, 2008)
Subscription Television (1)
โทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิก หมายถึงอะไร
นอกจากโทรทัศน์ที่เราเรียกกันว่าฟรีทีวีแล้ว ปัจจุบันนี้ มีการให้บริการโทรทัศน์อีกหลายรูปแบบ ที่เราคุ้นเคยกันมากอีกประเภทหนึ่งก็คือ เคเบิลทีวี ซึ่งเราต้องจ่ายค่าสมาชิกเพื่อรับชม
พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4 บัญญัติว่า
“กิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่” หมายความว่า กิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ซึ่งต้องขอรับการจัดสรรคลื่นความถี่ตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
“กิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่” หมายความว่า กิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ซึ่งไม่ต้องขอรับการจัดสรรคลื่นความถี่ตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจาก พรบ ข้างต้น เคเบิลทีวี ก็จะจัดอยู่ใน “กิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่” เพราะไม่ต้องขอรับการจัดสรรคลื่นความถี่ตามกฎหมายฯ อย่างไรก็ตาม ความจริงนั้น การส่งสัญญาณเคเบิลทีวีก็ต้องใช้คลื่นความถี่วิทยุเหมือนกัน และโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกก็ไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณผ่านเคเบิลเสมอไป จึงทำให้คนคิดมากอย่างครูเกิดความสับสนว่าจะแยกแยะความแตกต่างระหว่าง โทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ โทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิก และเคเบิลทีวี อย่างไร จึงขอเสนอแนะนิยามต่อไปนี้
โทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิก (Subscription Television) หมายถึง การให้บริการโทรทัศน์โดยมีการเรียกเก็บค่าสมาชิกหรือค่าบริการจากผู้รับบริการเป็นรายเดือน หรือแบบอื่นตามแต่ข้อตกลงระหว่างผู้ให้บริการและผู้ชมที่เป็นสมาชิก การส่งสัญญาณโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกนั้นสามารถส่งได้ทั้งระบบแอนะล็อกและระบบดิจิตัลโดยผ่านสายนำสัญญาณหรือผ่านดาวเทียมก็ได้
โทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกนี้ ยังมีชื่อเรียกอื่นๆตามความนิยม เช่น เรียกตามวิธีการจ่ายค่าบริการว่า Pay Television หรือ Pay TV หรือ เรียกตามสื่อนำสัญญาณที่ผ่านสายว่าเคเบิลทีวี (Cable Television) หรือทีวีดาวเทียม (Satellite Television)อย่างไรก็ตามทีวีดาวเทียมส่วนใหญ่ที่ให้บริการในบ้านเราก็มีทั้งประเภทที่ไม่ต้องบอกรับสมาชิก และต้องบอกรับสมาชิก ดังนั้น ถ้าไม่คิดมาก คิดลึก เราก็เรียกโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกแบบภาษาชาวบ้านว่าเคเบิลทีวี ก็คงพอเข้าใจตรงกันได้
นอกจากโทรทัศน์ที่เราเรียกกันว่าฟรีทีวีแล้ว ปัจจุบันนี้ มีการให้บริการโทรทัศน์อีกหลายรูปแบบ ที่เราคุ้นเคยกันมากอีกประเภทหนึ่งก็คือ เคเบิลทีวี ซึ่งเราต้องจ่ายค่าสมาชิกเพื่อรับชม
พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4 บัญญัติว่า
“กิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่” หมายความว่า กิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ซึ่งต้องขอรับการจัดสรรคลื่นความถี่ตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
“กิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่” หมายความว่า กิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ซึ่งไม่ต้องขอรับการจัดสรรคลื่นความถี่ตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจาก พรบ ข้างต้น เคเบิลทีวี ก็จะจัดอยู่ใน “กิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่” เพราะไม่ต้องขอรับการจัดสรรคลื่นความถี่ตามกฎหมายฯ อย่างไรก็ตาม ความจริงนั้น การส่งสัญญาณเคเบิลทีวีก็ต้องใช้คลื่นความถี่วิทยุเหมือนกัน และโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกก็ไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณผ่านเคเบิลเสมอไป จึงทำให้คนคิดมากอย่างครูเกิดความสับสนว่าจะแยกแยะความแตกต่างระหว่าง โทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ โทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิก และเคเบิลทีวี อย่างไร จึงขอเสนอแนะนิยามต่อไปนี้
โทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิก (Subscription Television) หมายถึง การให้บริการโทรทัศน์โดยมีการเรียกเก็บค่าสมาชิกหรือค่าบริการจากผู้รับบริการเป็นรายเดือน หรือแบบอื่นตามแต่ข้อตกลงระหว่างผู้ให้บริการและผู้ชมที่เป็นสมาชิก การส่งสัญญาณโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกนั้นสามารถส่งได้ทั้งระบบแอนะล็อกและระบบดิจิตัลโดยผ่านสายนำสัญญาณหรือผ่านดาวเทียมก็ได้
โทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกนี้ ยังมีชื่อเรียกอื่นๆตามความนิยม เช่น เรียกตามวิธีการจ่ายค่าบริการว่า Pay Television หรือ Pay TV หรือ เรียกตามสื่อนำสัญญาณที่ผ่านสายว่าเคเบิลทีวี (Cable Television) หรือทีวีดาวเทียม (Satellite Television)อย่างไรก็ตามทีวีดาวเทียมส่วนใหญ่ที่ให้บริการในบ้านเราก็มีทั้งประเภทที่ไม่ต้องบอกรับสมาชิก และต้องบอกรับสมาชิก ดังนั้น ถ้าไม่คิดมาก คิดลึก เราก็เรียกโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิกแบบภาษาชาวบ้านว่าเคเบิลทีวี ก็คงพอเข้าใจตรงกันได้
Subscribe to:
Posts (Atom)